Mark Zuckerberg ให้การในศาล ย้ำ Instagram เน้น ‘ประโยชน์’ ไม่ใช่ ‘เสพติด’

Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta ได้ขึ้นให้การในชั้นศาลในคดีฟ้องร้องเรื่องการเสพติดโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

แกนหลักของคำให้การคือการยืนยันว่า เป้าหมายของบริษัทสำหรับ Instagram ได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยมุ่งเน้นที่การสร้าง ‘ประโยชน์’ (utility) ให้กับผู้ใช้งาน มากกว่าการเพิ่ม ‘การมีส่วนร่วม’ (engagement) หรือเวลาที่ใช้ในแอป

จับประเด็นสำคัญ

  • Mark Zuckerberg ให้การว่า Meta ตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายของ Instagram จากการเน้น Engagement มาเป็นการสร้างประโยชน์ใช้สอย (Utility)
  • การให้การนี้เป็นส่วนหนึ่งของคดีที่ผู้ใช้ฟ้องร้องว่าได้รับผลกระทบจากฟีเจอร์ที่ทำให้เสพติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
  • มีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นในศาล เมื่อผู้พิพากษาต้องออกคำเตือนเรื่องการใช้แว่นตา AI ซึ่งอาจใช้บันทึกภาพในห้องพิจารณาคดีได้
  • บริษัทอื่นอย่าง TikTok และ Snap เลือกที่จะยอมความในคดีนี้ไปก่อนหน้าแล้ว

มันหมายความว่าอะไรกับคนใช้จริง

คำให้การของ Zuckerberg เป็นการแสดงจุดยืนทางกฎหมายของ Meta ที่พยายามจะสื่อว่าบริษัทไม่ได้จงใจสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผู้ใช้ ‘เสพติด’ แต่ต้องการสร้างเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ หากผู้คนใช้งานมากขึ้น ก็เพราะมันมีประโยชน์จริง ๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป สิ่งนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการทำงานของแอปในปัจจุบัน แต่สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังเผชิญเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้งาน

สิ่งที่ต้องจับตาต่อ (What to watch)

  • ผลการพิจารณาของคณะลูกขุนในคดีนี้ ซึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีอื่น ๆ ที่คล้ายกัน
  • Meta ยังต้องเผชิญกับคดีฟ้องร้องในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายคดีในอนาคต
  • ความเป็นไปได้ที่จะเกิดกฎระเบียบใหม่ ๆ เพื่อควบคุมการออกแบบฟีเจอร์ของโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน

ประเด็นสำคัญจากคำให้การในศาล

ระหว่างการซักถาม Zuckerberg ถูกถามเกี่ยวกับเอกสารภายในของบริษัทที่ระบุว่า ‘การปรับปรุง Engagement’ เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก ซึ่งเขาตอบว่าบริษัทได้ตัดสินใจอย่างมีสติที่จะเปลี่ยนทิศทางจากเป้าหมายเหล่านั้นแล้ว โดยให้เหตุผลว่า ‘ถ้าบางสิ่งมีคุณค่า ผู้คนก็จะใช้มันมากขึ้นเพราะมันมีประโยชน์กับพวกเขา’

ความตึงเครียดในห้องพิจารณาคดี

รายงานข่าวระบุว่าบรรยากาศในการให้การค่อนข้างตึงเครียด โดย Zuckerberg กล่าวหาทนายฝ่ายโจทก์ว่าบิดเบือนคำพูดในอดีตของเขามากกว่าสิบครั้ง นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่ผู้พิพากษาต้องออกมาเตือนบุคคลในห้องพิจารณาคดีไม่ให้ใช้แว่นตาอัจฉริยะ (AI glasses) บันทึกภาพ หลังจากพบว่าทีมงานของ Zuckerberg บางคนสวมแว่นตาอัจฉริยะของ Meta เข้ามาในศาล

บริบทของคดีฟ้องร้อง Meta

คดีนี้เริ่มต้นจากหญิงสาววัย 20 ปีรายหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย ที่ยื่นฟ้องว่าเธอได้รับอันตรายตั้งแต่สมัยเป็นเด็กจากฟีเจอร์ที่ก่อให้เกิดการเสพติดของแพลตฟอร์มอย่าง Instagram, YouTube, Snapchat และ TikTok ซึ่งสองรายหลังได้เลือกที่จะประนีประนอมยอมความไปก่อนแล้ว ทีมกฎหมายของ Meta ได้พยายามโต้แย้งแนวคิดที่ว่าโซเชียลมีเดียสามารถทำให้เกิดการเสพติดในทางการแพทย์ได้ โดยก่อนหน้านี้ Adam Mosseri หัวหน้าของ Instagram ก็เคยให้การว่า Instagram ไม่ได้ ‘เสพติดในทางคลินิก’

ประเด็นนี้ยังมีรายละเอียดที่รอความชัดเจนเพิ่มเติม หากมีอัปเดตใหม่จากแหล่งข่าวจะเห็นภาพมากขึ้น

ตารางตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Check)

ประเด็น ข้อมูลจากแหล่งข่าว ผลตรวจสอบของ AI สถานะ
คำให้การของ Mark Zuckerberg ระบุว่าเป้าหมายของ Instagram คือ ‘utility’ (ประโยชน์) ไม่ใช่การเพิ่มเวลาใช้งาน เนื้อหาในบทความนำเสนอคำให้การหลักตรงตามที่แหล่งข่าวรายงาน ตรง
บริษัทที่เกี่ยวข้องในคดี โจทก์ฟ้อง Instagram, YouTube, Snapchat, TikTok โดยสองรายหลังยอมความ (settle) ระบุชื่อบริษัทที่ถูกฟ้องและสถานะการยอมความได้ถูกต้องตามข้อมูลจากแหล่งข่าว ตรง
คำเตือนเรื่องแว่นตา AI ผู้พิพากษาเตือนเรื่องการใช้แว่นตา AI ในห้องพิจารณาคดี เพราะกังวลเรื่องการบันทึกภาพ บทความได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้อย่างถูกต้องตามที่แหล่งข่าวรายงาน ตรง
สถานะฟีเจอร์จดจำใบหน้า แหล่งข่าวระบุว่าแว่นตา Meta ยังไม่มีฟีเจอร์จดจำใบหน้าในปัจจุบัน ข้อมูลในแหล่งข่าวถูกอ้างอิงอย่างถูกต้องว่าฟีเจอร์ดังกล่าวยังไม่มีในผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน ตรง

Reference Site: Engadget

Similar Posts