<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Serial Number &#8211; ZEN O | ข่าว เทคโนโลยี &amp;ไลฟ์สไตล์</title>
	<atom:link href="https://zeno.co.th/tag/serial-number/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://zeno.co.th</link>
	<description>สรุปข่าวเเทคโนโลยี &#38;ไลฟ์สไตล์ พร้อมแนวคิดดี ๆ ที่เข้าใจง่ายในไม่กี่นาที</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Dec 2025 08:12:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://zeno.co.th/wp-content/uploads/2024/08/cropped-zen-o-32x32.png</url>
	<title>Serial Number &#8211; ZEN O | ข่าว เทคโนโลยี &amp;ไลฟ์สไตล์</title>
	<link>https://zeno.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วิธีเช็คประกัน iPhone iPad Mac (Coverage) ประกันหมดหรือยัง ดูตรงไหน?</title>
		<link>https://zeno.co.th/how-to-check-apple-warranty-iphone-ipad-mac/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีม เซนโอ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 20 Dec 2025 08:04:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Life]]></category>
		<category><![CDATA[AppleCare+]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[MacBook]]></category>
		<category><![CDATA[Serial Number]]></category>
		<category><![CDATA[เช็คประกัน Apple]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://zeno.co.th/?p=3602</guid>

					<description><![CDATA[การตรวจสอบความคุ้มครองหรือประกันของอุปกรณ์ Apple เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้ทุกคนควรทราบ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คประกัน iPhone, iPad ...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class='lead'>การตรวจสอบความคุ้มครองหรือประกันของอุปกรณ์ Apple เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้ทุกคนควรทราบ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คประกัน iPhone, iPad หรือ Mac ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองในไม่กี่ขั้นตอน เพื่อให้คุณไม่พลาดสิทธิ์ในการรับบริการซ่อมหรือเปลี่ยนเครื่องฟรีตามเงื่อนไข</p>
<div class='highlight-box'>
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li>วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับ iPhone/iPad คือการเช็คผ่านเมนู &#8216;การตั้งค่า&#8217; &gt; &#8216;ทั่วไป&#8217; &gt; &#8216;เกี่ยวกับ&#8217; โดยตรง</li>
<li>สำหรับอุปกรณ์ทุกชนิดรวมถึง Mac สามารถใช้ Serial Number ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ทางการของ Apple ได้</li>
<li>การทราบวันหมดอายุประกันช่วยให้วางแผนต่อประกัน AppleCare+ หรือเตรียมค่าใช้จ่ายในการซ่อมได้ล่วงหน้า</li>
<li>ความคุ้มครองมีหลายประเภท เช่น ประกันแบบจำกัด (Limited Warranty) และ AppleCare+ ซึ่งให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกัน</li>
</ul>
</div>
<h2>ทำไมการเช็คประกัน Apple ถึงสำคัญ?</h2>
<p>หลายคนอาจมองข้ามการตรวจสอบสถานะประกันของอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ แต่จริงๆ แล้วการทราบข้อมูลนี้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด การรู้ว่าประกันยังเหลืออยู่หรือไม่และเหลืออีกนานเท่าไหร่ จะช่วยให้คุณวางแผนการใช้งานและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุปกรณ์เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดขึ้นมา</p>
<p>ประโยชน์หลักๆ ของการเช็คประกันคือ:</p>
<ul>
<li><strong>สิทธิ์ในการซ่อมฟรี:</strong> หากอุปกรณ์ของคุณยังอยู่ในระยะประกันแบบจำกัด (Limited Warranty) และเกิดปัญหาจากความบกพร่องของฮาร์ดแวร์ที่มาจากการผลิต คุณสามารถนำเครื่องเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ Apple หรือ AASP (Apple Authorized Service Provider) ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย</li>
<li><strong>การตัดสินใจต่อ AppleCare+:</strong> คุณสามารถซื้อ AppleCare+ เพื่อขยายระยะเวลาความคุ้มครองและเพิ่มการรับประกันอุบัติเหตุได้ภายใน 60 วันนับจากวันที่ซื้อเครื่อง การทราบวันหมดอายุประกันเดิมจึงเป็นสิ่งจำเป็น</li>
<li><strong>การประเมินราคาขายต่อ:</strong> หากคุณต้องการขายอุปกรณ์มือสอง การที่เครื่องยังมีประกันเหลืออยู่จะช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อได้</li>
</ul>
<h2>วิธีที่ 1: เช็คประกัน iPhone, iPad บนตัวเครื่องโดยตรง (ง่ายที่สุด)</h2>
<p>สำหรับผู้ใช้งาน iPhone และ iPad วิธีนี้ถือว่าสะดวกและรวดเร็วที่สุด เพราะสามารถทำได้ทันทีจากเมนูการตั้งค่าบนอุปกรณ์ของคุณ ไม่ต้องไปหา Serial Number หรือเข้าเว็บไซต์ให้ยุ่งยาก โดยมีขั้นตอนดังนี้</p>
<ol>
<li>เปิดแอป <strong>&#8216;การตั้งค่า&#8217; (Settings)</strong> บน iPhone หรือ iPad ของคุณ</li>
<li>ไปที่เมนู <strong>&#8216;ทั่วไป&#8217; (General)</strong></li>
<li>แตะที่ <strong>&#8216;เกี่ยวกับ&#8217; (About)</strong></li>
<li>ในหน้านี้ ให้มองหารายการที่ชื่อว่า <strong>&#8216;ความคุ้มครอง&#8217; (Coverage)</strong> หรือ <strong>&#8216;ประกันแบบจำกัด&#8217; (Limited Warranty)</strong> ซึ่งจะแสดงวันหมดอายุไว้อย่างชัดเจน</li>
<li>หากคุณแตะเข้าไป จะเห็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองสำหรับฮาร์ดแวร์และการสนับสนุนด้านเทคนิคทางโทรศัพท์</li>
</ol>
<p>วิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ใช้ iOS และ iPadOS เพราะข้อมูลจะถูกดึงมาแสดงผลโดยตรงตาม Apple ID ที่คุณลงชื่อเข้าใช้อยู่ ทำให้ง่ายและแม่นยำ</p>
<h2>วิธีที่ 2: เช็คประกันผ่านเว็บไซต์ Apple ด้วย Serial Number (ใช้ได้กับทุกอุปกรณ์)</h2>
<p>วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่สามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์ Apple ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, หรือ AirPods เหมาะสำหรับกรณีที่คุณไม่สะดวกเช็คจากตัวเครื่อง หรือต้องการเช็คประกันของ MacBook ซึ่งไม่มีเมนูเหมือนใน iPhone</p>
<h3>ขั้นตอนที่ 1: หา Serial Number ของอุปกรณ์</h3>
<p>ก่อนอื่นคุณต้องหาหมายเลขประจำเครื่อง หรือ Serial Number ของอุปกรณ์ให้เจอก่อน ซึ่งสามารถหาได้จากหลายที่:</p>
<ul>
<li><strong>บน iPhone, iPad:</strong> ไปที่ &#8216;การตั้งค่า&#8217; &gt; &#8216;ทั่วไป&#8217; &gt; &#8216;เกี่ยวกับ&#8217; แล้วมองหา &#8216;หมายเลขประจำเครื่อง&#8217; (Serial Number)</li>
<li><strong>บน Mac:</strong> คลิกที่เมนู Apple (รูปแอปเปิล) ที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ &gt; เลือก &#8216;เกี่ยวกับ Mac เครื่องนี้&#8217; (About This Mac) จะมีหน้าต่างแสดงข้อมูลขึ้นมาพร้อม Serial Number</li>
<li><strong>บนตัวเครื่อง:</strong> อุปกรณ์บางรุ่นอาจมี Serial Number สลักไว้ที่ถาดซิม (สำหรับ iPhone) หรือด้านใต้ของตัวเครื่อง (สำหรับ Mac)</li>
<li><strong>บนกล่องผลิตภัณฑ์:</strong> หากคุณยังเก็บกล่องเดิมไว้ สามารถดู Serial Number ได้จากสติกเกอร์บาร์โค้ดข้างกล่อง</li>
</ul>
<h3>ขั้นตอนที่ 2: เข้าไปที่เว็บไซต์ตรวจสอบประกันของ Apple</h3>
<ol>
<li>เมื่อได้ Serial Number มาแล้ว ให้เปิดเว็บเบราว์เซอร์แล้วเข้าไปที่เว็บไซต์ checkcoverage.apple.com</li>
<li>กรอก <strong>Serial Number</strong> ของอุปกรณ์ลงในช่องที่กำหนด</li>
<li>กรอกรหัสยืนยัน (Captcha) ที่แสดงบนหน้าจอให้ถูกต้อง</li>
<li>คลิก &#8216;ดำเนินการต่อ&#8217; (Continue)</li>
<li>ระบบจะแสดงหน้าผลลัพธ์ บอกรายละเอียดความคุ้มครองของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ อย่างครบถ้วน ทั้งวันที่ซื้อที่ตรวจสอบแล้ว สถานะการสนับสนุนด้านเทคนิค และความคุ้มครองด้านการซ่อมและบริการ</li>
</ol>
<p><a href='https://zeno.co.th/transfer-line-chat-new-phone-android-iphone/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: ย้ายไลน์ไปเครื่องใหม่ แชทไม่หาย 100% สอน Backup ข้อมูล Android และ iPhone</a></p>
<h2>Coverage หรือความคุ้มครองแต่ละประเภทหมายถึงอะไร?</h2>
<p>เมื่อคุณตรวจสอบประกันเรียบร้อยแล้ว อาจจะเห็นสถานะความคุ้มครองที่แตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละอย่างมีความหมายดังนี้ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราสรุปมาให้ในตารางด้านล่าง</p>
<div class='table-responsive'>
<div class="content-table-wrap">
<table class="table content-table">
<thead>
<tr>
<th>ประเภทความคุ้มครอง</th>
<th>ความหมายและสิทธิ์ที่ได้รับ</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>ประกันแบบจำกัด (Limited Warranty)</strong></td>
<td>เป็นประกันมาตรฐานที่มากับเครื่อง มีระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่ซื้อ คุ้มครองปัญหาฮาร์ดแวร์ที่เกิดจากความผิดพลาดในการผลิต ไม่รวมอุบัติเหตุ</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>AppleCare+</strong></td>
<td>เป็นแผนประกันที่ซื้อเพิ่มเพื่อขยายความคุ้มครองออกไป (ส่วนใหญ่เป็น 2-3 ปี) และเพิ่มความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุ เช่น ทำตก จอแตก หรือโดนน้ำ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการเคลม)</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ความคุ้มครองหมดอายุ (Coverage Expired)</strong></td>
<td>หมายความว่าประกันมาตรฐาน 1 ปี หรือ AppleCare+ ที่ซื้อไว้ได้สิ้นสุดลงแล้ว หากเครื่องมีปัญหาหลังจากนี้ จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมเต็มจำนวน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</div>
<p>การทำความเข้าใจสถานะเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้ว่าหากเครื่องมีปัญหาขึ้นมา คุณจะต้องเตรียมตัวอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นหรือไม่</p>
<p><a href='https://zeno.co.th/what-is-smart-home-getting-started-guide/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: Smart Home คืออะไร เริ่มต้นทำบ้านอัจฉริยะต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง</a></p>
<p>โดยสรุปแล้ว การหมั่นตรวจสอบสถานะประกันของอุปกรณ์ Apple เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ให้ประโยชน์อย่างมาก ช่วยให้คุณรักษาสิทธิ์ของตัวเองและวางแผนการเงินได้อย่างรอบคอบ ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีเช็คผ่านการตั้งค่าบนเครื่องโดยตรงหรือใช้ Serial Number ผ่านเว็บไซต์ ก็ใช้เวลาเพียงไม่นานและได้ข้อมูลที่ถูกต้องจาก Apple โดยตรง</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>ประกันหมดแล้ว ซ่อมที่ศูนย์ Apple ได้ไหม?</h3>
<p>ได้แน่นอนครับ คุณยังสามารถนำเครื่องไปซ่อมที่ศูนย์บริการ Apple หรือ AASP ได้ตามปกติ แต่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมทั้งหมดด้วยตัวเอง เนื่องจากอยู่นอกระยะประกันแล้ว</p>
<h3>ซื้อเครื่องมือสอง จะเช็คประกันได้อย่างไร?</h3>
<p>คุณสามารถขอ Serial Number จากผู้ขาย แล้วนำไปตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ checkcoverage.apple.com ของ Apple ได้เลย วิธีนี้จะช่วยให้คุณทราบสถานะประกันที่แท้จริงและวันหมดอายุที่แน่นอนก่อนตัดสินใจซื้อ</p>
<h3>วันที่ซื้อที่แสดงในระบบไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร?</h3>
<p>หากคุณพบว่าวันที่ซื้อ (Purchase Date) ที่แสดงผลในระบบตรวจสอบประกันไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อวันหมดอายุประกัน ให้คุณติดต่อ Apple Support พร้อมเตรียมหลักฐานการซื้อ (ใบเสร็จ) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการอัปเดตข้อมูลให้ถูกต้อง</p>
<h3>เช็คประกันแล้วเจอว่า &#8216;ไม่พบข้อมูลความคุ้มครอง&#8217; หมายความว่าอะไร?</h3>
<p>กรณีนี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น คุณอาจกรอก Serial Number ผิด หรืออาจเป็นเครื่องที่ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ หรือเป็นเครื่องปลอม ในเบื้องต้นให้ลองตรวจสอบ Serial Number อีกครั้ง หากยังคงพบปัญหาเดิม ควรติดต่อ Apple Support เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
