<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Windows Update &#8211; ZEN O | ข่าว เทคโนโลยี &amp;ไลฟ์สไตล์</title>
	<atom:link href="https://zeno.co.th/tag/windows-update/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://zeno.co.th</link>
	<description>สรุปข่าวเเทคโนโลยี &#38;ไลฟ์สไตล์ พร้อมแนวคิดดี ๆ ที่เข้าใจง่ายในไม่กี่นาที</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Dec 2025 08:26:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://zeno.co.th/wp-content/uploads/2024/08/cropped-zen-o-32x32.png</url>
	<title>Windows Update &#8211; ZEN O | ข่าว เทคโนโลยี &amp;ไลฟ์สไตล์</title>
	<link>https://zeno.co.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วิธีปิด Windows Update ถาวร (Stop Update) หยุดการอัปเดตอัตโนมัติไม่ให้กวนใจ</title>
		<link>https://zeno.co.th/how-to-disable-windows-update-permanently/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทีม เซนโอ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 20 Dec 2025 09:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Digital Life]]></category>
		<category><![CDATA[Windows 10]]></category>
		<category><![CDATA[Windows 11]]></category>
		<category><![CDATA[Windows Update]]></category>
		<category><![CDATA[ความปลอดภัยไซเบอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งค่าคอมพิวเตอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://zeno.co.th/?p=3634</guid>

					<description><![CDATA[การอัปเดต Windows ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอาจสร้างความรำคาญและขัดจังหวะการทำงานสำคัญได้ในบางครั้ง บทความนี้จะแนะนำวิธีปิด Wind...]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class='lead'>การอัปเดต Windows ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอาจสร้างความรำคาญและขัดจังหวะการทำงานสำคัญได้ในบางครั้ง บทความนี้จะแนะนำวิธี<strong>ปิด Windows Update</strong> แบบถาวรสำหรับผู้ใช้ที่มีความจำเป็นจริงๆ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงและทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพื่อให้คุณสามารถจัดการคอมพิวเตอร์ของคุณได้อย่างเหมาะสม</p>
<div class='highlight-box'>
<h3>Key takeaways</h3>
<ul>
<li>การปิด Windows Update สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ผ่าน Services, Group Policy Editor, หรือ Registry Editor</li>
<li>การปิดอัปเดตถาวรไม่เป็นที่แนะนำโดยทั่วไป เนื่องจากทำให้คอมพิวเตอร์เสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์และมัลแวร์</li>
<li>ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือการ &#8216;หยุดอัปเดตชั่วคราว&#8217; (Pause updates) หรือการตั้งค่า &#8216;เวลาใช้งาน&#8217; (Active Hours) เพื่อไม่ให้รีสตาร์ทเครื่องระหว่างทำงาน</li>
<li>ก่อนตัดสินใจปิดถาวร ควรชั่งน้ำหนักระหว่างความสะดวกสบายกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยให้ดี</li>
<li>หากจำเป็นต้องปิด ควรเปิดกลับมาอัปเดตเป็นครั้งคราวเพื่อรับแพตช์ความปลอดภัยที่สำคัญ</li>
</ul>
</div>
<h2>ทำไม Windows Update ถึงสำคัญ และเมื่อไหร่ที่ควรปิด?</h2>
<p>โดยปกติแล้ว Windows Update เป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคอมพิวเตอร์ของคุณ เพราะ Microsoft จะส่งมอบการอัปเดตที่จำเป็นต่างๆ ผ่านช่องทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นการอุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง, การแก้ไขข้อบกพร่อง (Bug) ของระบบ, การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ การไม่อัปเดตเลยอาจทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณกลายเป็นเป้านิ่งของแฮกเกอร์และมัลแวร์เรียกค่าไถ่ได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มีบางสถานการณ์ที่ผู้ใช้อาจจำเป็นต้องควบคุมหรือปิดการอัปเดตชั่วคราว เช่น:</p>
<ul>
<li><strong>ระหว่างการทำงานสำคัญ:</strong> กำลังนำเสนองาน, ประชุมออนไลน์, หรือเรนเดอร์ไฟล์ขนาดใหญ่ ที่ไม่สามารถถูกขัดจังหวะด้วยการรีสตาร์ทเครื่องได้</li>
<li><strong>อินเทอร์เน็ตจำกัด:</strong> ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ (Metered Connection) ที่มีปริมาณข้อมูลจำกัด การดาวน์โหลดไฟล์อัปเดตขนาดใหญ่อาจทำให้สิ้นเปลืองดาต้าโดยไม่จำเป็น</li>
<li><strong>แก้ไขปัญหาไดรเวอร์:</strong> บางครั้งการอัปเดตไดรเวอร์อัตโนมัติอาจทำให้เกิดปัญหากับอุปกรณ์บางชิ้น การปิดอัปเดตชั่วคราวจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด</li>
<li><strong>เครื่องคอมพิวเตอร์สเปคต่ำ:</strong> ในบางกรณี การอัปเดตอาจทำงานเบื้องหลังและใช้ทรัพยากรเครื่องมากเกินไป ทำให้เครื่องทำงานช้าลง</li>
</ul>
<h2>วิธีที่ 1: ปิดผ่าน Services (วิธีที่ง่ายและแนะนำที่สุด)</h2>
<p>วิธีนี้เป็นการเข้าไปปิด &#8216;บริการ&#8217; (Service) ที่ควบคุมการอัปเดตโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างปลอดภัยและสามารถเปิดกลับมาใช้งานได้ง่ายที่สุด เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไป</p>
<p><strong>ขั้นตอนการทำ:</strong></p>
<ol>
<li>กดปุ่ม <strong>Windows + R</strong> บนคีย์บอร์ดเพื่อเปิดหน้าต่าง Run</li>
<li>พิมพ์ <strong>services.msc</strong> แล้วกด Enter</li>
<li>ในหน้าต่าง Services ที่เปิดขึ้นมา ให้เลื่อนหาบริการที่ชื่อว่า <strong>Windows Update</strong></li>
<li>ดับเบิลคลิกที่ Windows Update เพื่อเปิดหน้าต่าง Properties</li>
<li>ในแท็บ General ตรงส่วนของ &#8216;Startup type&#8217; ให้เปลี่ยนจาก Automatic เป็น <strong>Disabled</strong></li>
<li>จากนั้นกดปุ่ม <strong>Stop</strong> เพื่อหยุดการทำงานของบริการในขณะนั้น</li>
<li>สุดท้าย กด <strong>Apply</strong> และ <strong>OK</strong> เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง</li>
</ol>
<p>เพียงเท่านี้ บริการ Windows Update ก็จะถูกปิดการใช้งานอย่างถาวรจนกว่าคุณจะกลับมาตั้งค่าให้เป็น Automatic เหมือนเดิม</p>
<p><a href='https://zeno.co.th/how-to-check-pc-specs-cpu-ram-gpu/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: วิธีเช็คสเปคคอม (System Specs) ดูรุ่น CPU RAM การ์ดจอ ง่ายๆ ไม่ต้องแกะเครื่อง</a></p>
<h2>วิธีที่ 2: ใช้ Group Policy Editor (สำหรับ Windows 10/11 Pro ขึ้นไป)</h2>
<p>สำหรับผู้ที่ใช้ Windows 10 หรือ Windows 11 รุ่น Pro, Enterprise, หรือ Education จะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Local Group Policy Editor ซึ่งสามารถใช้กำหนดนโยบายการอัปเดตได้อย่างละเอียดกว่า วิธีนี้จะซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย แต่เป็นการตั้งค่าในระดับนโยบายของระบบ</p>
<p><strong>ขั้นตอนการทำ:</strong></p>
<ol>
<li>กดปุ่ม <strong>Windows + R</strong> เพื่อเปิดหน้าต่าง Run</li>
<li>พิมพ์ <strong>gpedit.msc</strong> แล้วกด Enter</li>
<li>ในหน้าต่าง Local Group Policy Editor ให้ไปที่พาธต่อไปนี้: <strong>Computer Configuration &gt; Administrative Templates &gt; Windows Components &gt; Windows Update</strong></li>
<li>ในหน้าต่างด้านขวา ให้มองหานโยบายที่ชื่อว่า <strong>Configure Automatic Updates</strong> แล้วดับเบิลคลิก</li>
<li>เลือกตัวเลือกเป็น <strong>Disabled</strong> จากนั้นกด <strong>Apply</strong> และ <strong>OK</strong></li>
</ol>
<p>การตั้งค่านี้จะป้องกันไม่ให้ Windows ตรวจสอบ ดาวน์โหลด หรือติดตั้งการอัปเดตใดๆ โดยอัตโนมัติ</p>
<p><a href='https://zeno.co.th/best-free-antivirus-software-update/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: โปรแกรมแอนตี้ไวรัส (Antivirus) ฟรี ตัวไหนดี? อัปเดตปีล่าสุด เครื่องไม่หน่วง</a></p>
<h2>วิธีที่ 3: แก้ไข Registry (สำหรับผู้ใช้ขั้นสูงและต้องระมัดระวัง)</h2>
<p>วิธีนี้เป็นการแก้ไขข้อมูลใน Registry ของ Windows โดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงสูง หากทำผิดพลาดอาจส่งผลให้ระบบปฏิบัติการมีปัญหาจนถึงขั้นเปิดไม่ติดได้ <strong>ควรสำรองข้อมูล Registry ก่อนดำเนินการทุกครั้ง</strong></p>
<div class='warning-box'>
<h4>คำเตือน!</h4>
<p>การแก้ไข Registry มีความเสี่ยงสูงมาก หากไม่มั่นใจหรือไม่เคยทำมาก่อน แนะนำให้ใช้วิธีที่ 1 หรือ 2 แทน การทำผิดพลาดอาจทำให้ระบบ Windows เสียหายได้</p>
</div>
<p><strong>ขั้นตอนการทำ:</strong></p>
<ol>
<li>กดปุ่ม <strong>Windows + R</strong> พิมพ์ <strong>regedit</strong> แล้วกด Enter</li>
<li>ในหน้าต่าง Registry Editor ให้ไปที่คีย์ต่อไปนี้:<br /><code>HKEY_LOCAL_MACHINESOFTWAREPoliciesMicrosoftWindows</code></li>
<li>คลิกขวาที่โฟลเดอร์ <strong>Windows</strong> เลือก <strong>New &gt; Key</strong> แล้วตั้งชื่อว่า <strong>WindowsUpdate</strong></li>
<li>จากนั้นคลิกขวาที่โฟลเดอร์ <strong>WindowsUpdate</strong> ที่เพิ่งสร้างขึ้น เลือก <strong>New &gt; Key</strong> แล้วตั้งชื่อว่า <strong>AU</strong></li>
<li>คลิกที่โฟลเดอร์ <strong>AU</strong> ที่เพิ่งสร้าง ในหน้าต่างด้านขวา ให้คลิกขวาที่พื้นที่ว่าง เลือก <strong>New &gt; DWORD (32-bit) Value</strong></li>
<li>ตั้งชื่อค่าใหม่นี้ว่า <strong>NoAutoUpdate</strong></li>
<li>ดับเบิลคลิกที่ <strong>NoAutoUpdate</strong> แล้วเปลี่ยนค่า &#8216;Value data&#8217; เป็น <strong>1</strong> จากนั้นกด OK</li>
<li>รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล</li>
</ol>
<h2>ข้อเสียและความเสี่ยงของการปิด Windows Update ถาวร</h2>
<p>ก่อนที่คุณจะตัดสินใจปิดการอัปเดตอย่างถาวร สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงที่จะตามมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าความรำคาญจากการอัปเดต:</p>
<ul>
<li><strong>ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย:</strong> นี่คือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด คอมพิวเตอร์ของคุณจะไม่ได้รับการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยล่าสุด ทำให้มีช่องโหว่ที่แฮกเกอร์, ไวรัส, และมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) สามารถโจมตีได้ง่ายขึ้น</li>
<li><strong>ปัญหาความเข้ากันได้:</strong> โปรแกรมและไดรเวอร์ใหม่ๆ อาจต้องการ Windows เวอร์ชันล่าสุดเพื่อทำงานได้อย่างสมบูรณ์ การไม่อัปเดตอาจทำให้คุณไม่สามารถใช้งานซอฟต์แวร์บางตัวได้</li>
<li><strong>พลาดการแก้ไขข้อบกพร่อง:</strong> คุณจะไม่ได้รับการแก้ไข Bug หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพที่ Microsoft ปล่อยออกมา ซึ่งอาจทำให้ระบบทำงานไม่เสถียร</li>
<li><strong>ขาดการสนับสนุน:</strong> หากเกิดปัญหากับระบบปฏิบัติการของคุณ Microsoft อาจไม่สามารถให้การสนับสนุนได้หากพบว่าคุณใช้เวอร์ชันที่เก่าเกินไป</li>
</ul>
<p><a href='https://zeno.co.th/notebook-wont-turn-on-black-screen-power-on-fix/' rel='noopener'>อ่านเพิ่ม: Notebook เปิดไม่ติด จอมืดแต่ไฟเข้า (Black Screen) วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น</a></p>
<h2>ทางเลือกที่ดีกว่า: จัดการ Windows Update อย่างชาญฉลาด</h2>
<p>แทนที่จะปิดการอัปเดตถาวรและยอมรับความเสี่ยงทั้งหมด ลองพิจารณาทางเลือกที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นกว่าเหล่านี้:</p>
<ul>
<li><strong>หยุดอัปเดตชั่วคราว (Pause Updates):</strong> ใน Settings &gt; Windows Update คุณสามารถเลือก &#8216;Pause updates for 7 days&#8217; และสามารถกดซ้ำได้เรื่อยๆ สูงสุดถึง 35 วัน วิธีนี้เหมาะสำหรับเมื่อคุณต้องการเวลาทำงานที่ไม่มีการขัดจังหวะในระยะสั้น</li>
<li><strong>ตั้งเวลาใช้งาน (Active Hours):</strong> ไปที่ Settings &gt; Windows Update &gt; Advanced options &gt; Active Hours เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่คุณใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นประจำ Windows จะไม่รีสตาร์ทเครื่องอัตโนมัติในช่วงเวลานี้</li>
<li><strong>ตั้งค่าการเชื่อมต่อเป็น Metered Connection:</strong> หากคุณใช้อินเทอร์เน็ตที่จำกัด ให้ไปที่ Settings &gt; Network &amp; internet &gt; Wi-Fi หรือ Ethernet แล้วเลือกเครือข่ายที่คุณเชื่อมต่ออยู่ จากนั้นเปิดใช้งาน &#8216;Metered connection&#8217; Windows จะไม่ดาวน์โหลดอัปเดตขนาดใหญ่โดยอัตโนมัติผ่านการเชื่อมต่อนี้</li>
</ul>
<p>โดยสรุปแล้ว แม้ว่าการปิด Windows Update ถาวรจะสามารถทำได้ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สูงมาก การเลือกใช้วิธีจัดการการอัปเดตที่ชาญฉลาด เช่น การหยุดชั่วคราวหรือการตั้งเวลาใช้งาน จะเป็นทางออกที่ดีและปลอดภัยกว่าสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ของคุณยังคงปลอดภัยและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว</p>
<h2>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</h2>
<h3>หากปิด Windows Update ไปแล้ว จะเปิดกลับมาใช้งานเหมือนเดิมได้หรือไม่?</h3>
<p>ได้ คุณสามารถเปิดกลับมาใช้งานได้โดยการย้อนกลับขั้นตอนที่คุณทำไป เช่น หากใช้วิธีที่ 1 (Services) ก็ให้กลับไปตั้งค่า Startup type ของ Windows Update เป็น &#8216;Automatic&#8217; แล้วกด Start บริการอีกครั้ง</p>
<h3>การปิด Windows Update มีผลต่อการอัปเดตแอปใน Microsoft Store หรือไม่?</h3>
<p>อาจมีผลได้ เนื่องจากแอปบางตัวใน Microsoft Store และตัว Store เองอาจต้องอาศัยบริการของ Windows Update ในการตรวจสอบและติดตั้งเวอร์ชันใหม่ การปิดบริการนี้อาจทำให้การอัปเดตแอปบางตัวล้มเหลว</p>
<h3>วิธีปิดอัปเดตวิธีไหนปลอดภัยที่สุด?</h3>
<p>ในบรรดาวิธีการปิดถาวร วิธีที่ 1 (Services.msc) ถือว่าตรงไปตรงมาและย้อนกลับได้ง่ายที่สุด แต่ &#8216;วิธีที่ปลอดภัยที่สุด&#8217; จริงๆ คือการไม่ปิดถาวร แต่เลือกใช้การ &#8216;Pause Updates&#8217; ชั่วคราวแทน ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ Windows ออกแบบมาให้ใช้อยู่แล้ว</p>
<h3>ทำไมบางครั้ง Windows ถึงกลับมาเปิดการอัปเดตเอง ทั้งที่ปิดไปแล้ว?</h3>
<p>ในบางกรณี การอัปเดตใหญ่ๆ ของ Windows (Feature Update) อาจทำการรีเซ็ตการตั้งค่าบางอย่างกลับไปเป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งรวมถึงการเปิดบริการ Windows Update ด้วย ดังนั้นหลังการอัปเดตใหญ่ คุณอาจต้องกลับไปตรวจสอบการตั้งค่าอีกครั้ง</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
