วิธีเช็คประกัน iPhone iPad Mac (Coverage) ประกันหมดหรือยัง ดูตรงไหน?

การตรวจสอบความคุ้มครองหรือประกันของอุปกรณ์ Apple เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้ทุกคนควรทราบ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คประกัน iPhone, iPad หรือ Mac ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองในไม่กี่ขั้นตอน เพื่อให้คุณไม่พลาดสิทธิ์ในการรับบริการซ่อมหรือเปลี่ยนเครื่องฟรีตามเงื่อนไข

Key takeaways

  • วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับ iPhone/iPad คือการเช็คผ่านเมนู ‘การตั้งค่า’ > ‘ทั่วไป’ > ‘เกี่ยวกับ’ โดยตรง
  • สำหรับอุปกรณ์ทุกชนิดรวมถึง Mac สามารถใช้ Serial Number ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ทางการของ Apple ได้
  • การทราบวันหมดอายุประกันช่วยให้วางแผนต่อประกัน AppleCare+ หรือเตรียมค่าใช้จ่ายในการซ่อมได้ล่วงหน้า
  • ความคุ้มครองมีหลายประเภท เช่น ประกันแบบจำกัด (Limited Warranty) และ AppleCare+ ซึ่งให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกัน

ทำไมการเช็คประกัน Apple ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจมองข้ามการตรวจสอบสถานะประกันของอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ แต่จริงๆ แล้วการทราบข้อมูลนี้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด การรู้ว่าประกันยังเหลืออยู่หรือไม่และเหลืออีกนานเท่าไหร่ จะช่วยให้คุณวางแผนการใช้งานและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุปกรณ์เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดขึ้นมา

ประโยชน์หลักๆ ของการเช็คประกันคือ:

  • สิทธิ์ในการซ่อมฟรี: หากอุปกรณ์ของคุณยังอยู่ในระยะประกันแบบจำกัด (Limited Warranty) และเกิดปัญหาจากความบกพร่องของฮาร์ดแวร์ที่มาจากการผลิต คุณสามารถนำเครื่องเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ Apple หรือ AASP (Apple Authorized Service Provider) ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • การตัดสินใจต่อ AppleCare+: คุณสามารถซื้อ AppleCare+ เพื่อขยายระยะเวลาความคุ้มครองและเพิ่มการรับประกันอุบัติเหตุได้ภายใน 60 วันนับจากวันที่ซื้อเครื่อง การทราบวันหมดอายุประกันเดิมจึงเป็นสิ่งจำเป็น
  • การประเมินราคาขายต่อ: หากคุณต้องการขายอุปกรณ์มือสอง การที่เครื่องยังมีประกันเหลืออยู่จะช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อได้

วิธีที่ 1: เช็คประกัน iPhone, iPad บนตัวเครื่องโดยตรง (ง่ายที่สุด)

สำหรับผู้ใช้งาน iPhone และ iPad วิธีนี้ถือว่าสะดวกและรวดเร็วที่สุด เพราะสามารถทำได้ทันทีจากเมนูการตั้งค่าบนอุปกรณ์ของคุณ ไม่ต้องไปหา Serial Number หรือเข้าเว็บไซต์ให้ยุ่งยาก โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. เปิดแอป ‘การตั้งค่า’ (Settings) บน iPhone หรือ iPad ของคุณ
  2. ไปที่เมนู ‘ทั่วไป’ (General)
  3. แตะที่ ‘เกี่ยวกับ’ (About)
  4. ในหน้านี้ ให้มองหารายการที่ชื่อว่า ‘ความคุ้มครอง’ (Coverage) หรือ ‘ประกันแบบจำกัด’ (Limited Warranty) ซึ่งจะแสดงวันหมดอายุไว้อย่างชัดเจน
  5. หากคุณแตะเข้าไป จะเห็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองสำหรับฮาร์ดแวร์และการสนับสนุนด้านเทคนิคทางโทรศัพท์

วิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ใช้ iOS และ iPadOS เพราะข้อมูลจะถูกดึงมาแสดงผลโดยตรงตาม Apple ID ที่คุณลงชื่อเข้าใช้อยู่ ทำให้ง่ายและแม่นยำ

วิธีที่ 2: เช็คประกันผ่านเว็บไซต์ Apple ด้วย Serial Number (ใช้ได้กับทุกอุปกรณ์)

วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่สามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์ Apple ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, หรือ AirPods เหมาะสำหรับกรณีที่คุณไม่สะดวกเช็คจากตัวเครื่อง หรือต้องการเช็คประกันของ MacBook ซึ่งไม่มีเมนูเหมือนใน iPhone

ขั้นตอนที่ 1: หา Serial Number ของอุปกรณ์

ก่อนอื่นคุณต้องหาหมายเลขประจำเครื่อง หรือ Serial Number ของอุปกรณ์ให้เจอก่อน ซึ่งสามารถหาได้จากหลายที่:

  • บน iPhone, iPad: ไปที่ ‘การตั้งค่า’ > ‘ทั่วไป’ > ‘เกี่ยวกับ’ แล้วมองหา ‘หมายเลขประจำเครื่อง’ (Serial Number)
  • บน Mac: คลิกที่เมนู Apple (รูปแอปเปิล) ที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ > เลือก ‘เกี่ยวกับ Mac เครื่องนี้’ (About This Mac) จะมีหน้าต่างแสดงข้อมูลขึ้นมาพร้อม Serial Number
  • บนตัวเครื่อง: อุปกรณ์บางรุ่นอาจมี Serial Number สลักไว้ที่ถาดซิม (สำหรับ iPhone) หรือด้านใต้ของตัวเครื่อง (สำหรับ Mac)
  • บนกล่องผลิตภัณฑ์: หากคุณยังเก็บกล่องเดิมไว้ สามารถดู Serial Number ได้จากสติกเกอร์บาร์โค้ดข้างกล่อง

ขั้นตอนที่ 2: เข้าไปที่เว็บไซต์ตรวจสอบประกันของ Apple

  1. เมื่อได้ Serial Number มาแล้ว ให้เปิดเว็บเบราว์เซอร์แล้วเข้าไปที่เว็บไซต์ checkcoverage.apple.com
  2. กรอก Serial Number ของอุปกรณ์ลงในช่องที่กำหนด
  3. กรอกรหัสยืนยัน (Captcha) ที่แสดงบนหน้าจอให้ถูกต้อง
  4. คลิก ‘ดำเนินการต่อ’ (Continue)
  5. ระบบจะแสดงหน้าผลลัพธ์ บอกรายละเอียดความคุ้มครองของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ อย่างครบถ้วน ทั้งวันที่ซื้อที่ตรวจสอบแล้ว สถานะการสนับสนุนด้านเทคนิค และความคุ้มครองด้านการซ่อมและบริการ

อ่านเพิ่ม: ย้ายไลน์ไปเครื่องใหม่ แชทไม่หาย 100% สอน Backup ข้อมูล Android และ iPhone

Coverage หรือความคุ้มครองแต่ละประเภทหมายถึงอะไร?

เมื่อคุณตรวจสอบประกันเรียบร้อยแล้ว อาจจะเห็นสถานะความคุ้มครองที่แตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละอย่างมีความหมายดังนี้ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราสรุปมาให้ในตารางด้านล่าง

ประเภทความคุ้มครอง ความหมายและสิทธิ์ที่ได้รับ
ประกันแบบจำกัด (Limited Warranty) เป็นประกันมาตรฐานที่มากับเครื่อง มีระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่ซื้อ คุ้มครองปัญหาฮาร์ดแวร์ที่เกิดจากความผิดพลาดในการผลิต ไม่รวมอุบัติเหตุ
AppleCare+ เป็นแผนประกันที่ซื้อเพิ่มเพื่อขยายความคุ้มครองออกไป (ส่วนใหญ่เป็น 2-3 ปี) และเพิ่มความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุ เช่น ทำตก จอแตก หรือโดนน้ำ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการเคลม)
ความคุ้มครองหมดอายุ (Coverage Expired) หมายความว่าประกันมาตรฐาน 1 ปี หรือ AppleCare+ ที่ซื้อไว้ได้สิ้นสุดลงแล้ว หากเครื่องมีปัญหาหลังจากนี้ จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมเต็มจำนวน

การทำความเข้าใจสถานะเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้ว่าหากเครื่องมีปัญหาขึ้นมา คุณจะต้องเตรียมตัวอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นหรือไม่

อ่านเพิ่ม: Smart Home คืออะไร เริ่มต้นทำบ้านอัจฉริยะต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง

โดยสรุปแล้ว การหมั่นตรวจสอบสถานะประกันของอุปกรณ์ Apple เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ให้ประโยชน์อย่างมาก ช่วยให้คุณรักษาสิทธิ์ของตัวเองและวางแผนการเงินได้อย่างรอบคอบ ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีเช็คผ่านการตั้งค่าบนเครื่องโดยตรงหรือใช้ Serial Number ผ่านเว็บไซต์ ก็ใช้เวลาเพียงไม่นานและได้ข้อมูลที่ถูกต้องจาก Apple โดยตรง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ประกันหมดแล้ว ซ่อมที่ศูนย์ Apple ได้ไหม?

ได้แน่นอนครับ คุณยังสามารถนำเครื่องไปซ่อมที่ศูนย์บริการ Apple หรือ AASP ได้ตามปกติ แต่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมทั้งหมดด้วยตัวเอง เนื่องจากอยู่นอกระยะประกันแล้ว

ซื้อเครื่องมือสอง จะเช็คประกันได้อย่างไร?

คุณสามารถขอ Serial Number จากผู้ขาย แล้วนำไปตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ checkcoverage.apple.com ของ Apple ได้เลย วิธีนี้จะช่วยให้คุณทราบสถานะประกันที่แท้จริงและวันหมดอายุที่แน่นอนก่อนตัดสินใจซื้อ

วันที่ซื้อที่แสดงในระบบไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร?

หากคุณพบว่าวันที่ซื้อ (Purchase Date) ที่แสดงผลในระบบตรวจสอบประกันไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อวันหมดอายุประกัน ให้คุณติดต่อ Apple Support พร้อมเตรียมหลักฐานการซื้อ (ใบเสร็จ) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการอัปเดตข้อมูลให้ถูกต้อง

เช็คประกันแล้วเจอว่า ‘ไม่พบข้อมูลความคุ้มครอง’ หมายความว่าอะไร?

กรณีนี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น คุณอาจกรอก Serial Number ผิด หรืออาจเป็นเครื่องที่ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ หรือเป็นเครื่องปลอม ในเบื้องต้นให้ลองตรวจสอบ Serial Number อีกครั้ง หากยังคงพบปัญหาเดิม ควรติดต่อ Apple Support เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Similar Posts